เมื่อเร็วๆนี้ รศ.ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา บรรยายพิเศษ เรื่อง ต้นไม้ไม่ลืมราก (ประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาไทย) ในงาน “สาธิตวิชาการ ครั้งที่ 3” ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมสังคม : Best Practice from LabSchools” ที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร โดยเปรียบเทียบประเทศเป็นต้นไม้ การศึกษา คือ รากแก้ว รากฝอย ต้นไม้ที่จะยั่งยืนได้ จำเป็นที่จะต้องมีรากแก้วและรากฝอย ต้นไม้ที่รากสั้น รากไม่มีคุณภาพจะไม่มีความหมาย เป็นเพียงต้นไม้ล้มลุกและอยู่ได้ไม่นาน
รศ.ธงทอง กล่าวว่า ในอนาคตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนับว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายที่ต้องไม่เพียงแต่หยุดอยู่กับที่ หรืออยู่กับอดีตที่หอมหวาน แต่สิ่งสำคัญ คือ ต้องให้เกิดสัดส่วนที่พอดีระหว่างของเก่าและของใหม่ ต้องรู้จักรากเหง้าของตนเอง สร้างดุลยภาพในการเปลี่ยนแปลง โดยไม่ทอดทิ้ง ไม่ละเลย สิ่งที่เรามีมาแต่ดั้งเดิม
เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวถึงความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ต้องสอนให้เด็กได้เห็นและเรียนรู้ อาจจะไม่ต้องพูดและอธิบายมาก แต่ผู้ใหญ่ต้องทำให้เห็น เพื่อช่วยรักษาหลักการที่มีอยู่ในชีวิตว่า สิ่งใดควร ไม่ควร ความรู้อย่างนี้ เป็นของที่ต้องถ่ายทอด ต้องบอกเพราะไม่เช่นนั้นจะไม่เหลืออะไรเลยในเมืองไทย เช่น เทศกาลสงกรานต์ การรดน้ำสงกรานต์ผู้ใหญ่ ก็ยังมีธรรมเนียมที่ไม่ถูกต้อง หลายคนนิยมรดน้ำสงกรานต์คนที่มีตำแหน่งใหญ่โต แม้จะอายุน้อย ซึ่งเป็นเรื่องไม่สมควร เพราะการรดน้ำนั้นต้องรดเฉพาะผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเท่านั้น เป็นต้น
สำหรับเรื่องการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ รศ.ธงทอง กล่าวว่า การสอนมากหรือสอนน้อย เป็นเพียงโจทย์หนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าเนื้อหาในการสอน ซึ่งข้ออ่อนด้อยที่ต้องระมัดระวัง คือ การสร้างความรู้สึกว่า ประเทศไทยเป็นชาติที่เหนือกว่าเพื่อนบ้าน หรือการเน้นเพียงการสอนว่า มีการได้การเสียดินแดนอยู่อย่างไรตลอดเวลา
“เราจะจดจำตัวเลข พ.ศ. 2310 ว่าอยุธยาเสียกรุง แต่การที่เราไปตีเวียงจันทน์ ตีนครธมเรากลับจำไม่ได้ เพราะไม่ใส่ไว้ในหลักสูตร ไทยไปเอาของประเทศอื่นมาวันไหน ทำให้เราได้เห็นภาพ วันที่ฟุตบอลไทยชิงกับพม่า คนไทยก็เชียร์กันสุดใจ คิดว่า เขาคือศัตรู และเขมรก็เป็นทาส แต่ถ้าในบริบทของความเป็นอาเซียนในอนาคต หากเรายังสอนพม่าเป็นศัตรู เขมรเป็นทาส ประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไร”
รศ.ธงทอง กล่าวต่อว่า การเรียนการสอนของประเทศไทย ยังคงปลูกจิตสำนึกจากประวัติศาสตร์ขาดตอนที่เป็นประวัติศาสตร์ที่แบ่งท่อนเรื่องของเมืองไทยที่ไม่ดีออกไป ทำให้เด็กเข้าใจการกำเนิดของชาติไทยที่ผิดไป ไม่เข้าใจการปกครองว่า สมัยก่อนมีการกระจายอำนาจการปกครองที่ต่างกัน หรือในอดีตจะมีกษัตริย์เป็นเจ้าแบ่งเป็นแว่นแคว้น
“การทำให้เราเห็นประวัติศาสตร์เต็มรูป ในการหาเหตุผลในอดีต จะเป็นบริบทของการตัดสินใจในเวลานั้นๆ เพราะหากเอาเรื่องราวในอดีต 400 ปีมานั่งโกรธกัน เหตุการณ์ก็จะเหมือนภาคใต้ในวันนี้ที่ทะเลาะเบาะแว้ง สิ่งที่เราต้องเรียนรู้และอยู่กับโลกปัจจุบัน คือ การแสดงให้เห็นรากเหง้า ที่มาที่ไปว่า เรามาจากที่ไหน ในชุมชนเมืองไทย ไม่ได้มีแค่ ดีเอ็นเอ บางระจัน” รศ.ธงทอง กล่าว และว่า ความเป็นคนไทยแท้จริงไม่ได้อยู่ที่สายโลหิต คนรุ่นลูกรุ่นหลานต้องเรียนรู้ สร้างสิ่งเรียนรู้ที่เป็นสมัยใหม่ สิ่งที่เป็นรากเหง้าของบ้านเรา วิถีชีวิตที่สามารถทำให้กลมกลืนกับการศึกษาได้ ให้รู้สึกเป็นของใกล้ตัว ไม่ห่างจากความเป็นตัวตน เกิดความภาคภูมิใจในตัวตนของเขา และพร้อมรับเอาสิ่งใหม่ๆ
นำเรื่องของเมืองไทยที่ไม่ดีออกไป จนเด็กเข้าใจกำเนิดของชาติไทยผิด เสนอสร้างดุลยภาพท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง โดยไม่ลืมรากเหง้า ไม่ทอดทิ้ง ละเลย สิ่งที่มีมาแต่ดั้งเดิม
เมื่อเร็วๆนี้ รศ.ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา บรรยายพิเศษ เรื่อง ต้นไม้ไม่ลืมราก (ประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาไทย) ในงาน “สาธิตวิชาการ ครั้งที่ 3” ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมสังคม : Best Practice from LabSchools” ที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร โดยเปรียบเทียบประเทศเป็นต้นไม้ การศึกษา คือ รากแก้ว รากฝอย ต้นไม้ที่จะยั่งยืนได้ จำเป็นที่จะต้องมีรากแก้วและรากฝอย ต้นไม้ที่รากสั้น รากไม่มีคุณภาพจะไม่มีความหมาย เป็นเพียงต้นไม้ล้มลุกและอยู่ได้ไม่นาน
รศ.ธงทอง กล่าวว่า ในอนาคตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนับว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายที่ต้องไม่เพียงแต่หยุดอยู่กับที่ หรืออยู่กับอดีตที่หอมหวาน แต่สิ่งสำคัญ คือ ต้องให้เกิดสัดส่วนที่พอดีระหว่างของเก่าและของใหม่ ต้องรู้จักรากเหง้าของตนเอง สร้างดุลยภาพในการเปลี่ยนแปลง โดยไม่ทอดทิ้ง ไม่ละเลย สิ่งที่เรามีมาแต่ดั้งเดิม
เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวถึงความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ต้องสอนให้เด็กได้เห็นและเรียนรู้ อาจจะไม่ต้องพูดและอธิบายมาก แต่ผู้ใหญ่ต้องทำให้เห็น เพื่อช่วยรักษาหลักการที่มีอยู่ในชีวิตว่า สิ่งใดควร ไม่ควร ความรู้อย่างนี้ เป็นของที่ต้องถ่ายทอด ต้องบอกเพราะไม่เช่นนั้นจะไม่เหลืออะไรเลยในเมืองไทย เช่น เทศกาลสงกรานต์ การรดน้ำสงกรานต์ผู้ใหญ่ ก็ยังมีธรรมเนียมที่ไม่ถูกต้อง หลายคนนิยมรดน้ำสงกรานต์คนที่มีตำแหน่งใหญ่โต แม้จะอายุน้อย ซึ่งเป็นเรื่องไม่สมควร เพราะการรดน้ำนั้นต้องรดเฉพาะผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเท่านั้น เป็นต้น
สำหรับเรื่องการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ รศ.ธงทอง กล่าวว่า การสอนมากหรือสอนน้อย เป็นเพียงโจทย์หนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าเนื้อหาในการสอน ซึ่งข้ออ่อนด้อยที่ต้องระมัดระวัง คือ การสร้างความรู้สึกว่า ประเทศไทยเป็นชาติที่เหนือกว่าเพื่อนบ้าน หรือการเน้นเพียงการสอนว่า มีการได้การเสียดินแดนอยู่อย่างไรตลอดเวลา
“เราจะจดจำตัวเลข พ.ศ. 2310 ว่าอยุธยาเสียกรุง แต่การที่เราไปตีเวียงจันทน์ ตีนครธมเรากลับจำไม่ได้ เพราะไม่ใส่ไว้ในหลักสูตร ไทยไปเอาของประเทศอื่นมาวันไหน ทำให้เราได้เห็นภาพ วันที่ฟุตบอลไทยชิงกับพม่า คนไทยก็เชียร์กันสุดใจ คิดว่า เขาคือศัตรู และเขมรก็เป็นทาส แต่ถ้าในบริบทของความเป็นอาเซียนในอนาคต หากเรายังสอนพม่าเป็นศัตรู เขมรเป็นทาส ประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไร”
รศ.ธงทอง กล่าวต่อว่า การเรียนการสอนของประเทศไทย ยังคงปลูกจิตสำนึกจากประวัติศาสตร์ขาดตอนที่เป็นประวัติศาสตร์ที่แบ่งท่อนเรื่องของเมืองไทยที่ไม่ดีออกไป ทำให้เด็กเข้าใจการกำเนิดของชาติไทยที่ผิดไป ไม่เข้าใจการปกครองว่า สมัยก่อนมีการกระจายอำนาจการปกครองที่ต่างกัน หรือในอดีตจะมีกษัตริย์เป็นเจ้าแบ่งเป็นแว่นแคว้น
“การทำให้เราเห็นประวัติศาสตร์เต็มรูป ในการหาเหตุผลในอดีต จะเป็นบริบทของการตัดสินใจในเวลานั้นๆ เพราะหากเอาเรื่องราวในอดีต 400 ปีมานั่งโกรธกัน เหตุการณ์ก็จะเหมือนภาคใต้ในวันนี้ที่ทะเลาะเบาะแว้ง สิ่งที่เราต้องเรียนรู้และอยู่กับโลกปัจจุบัน คือ การแสดงให้เห็นรากเหง้า ที่มาที่ไปว่า เรามาจากที่ไหน ในชุมชนเมืองไทย ไม่ได้มีแค่ ดีเอ็นเอ บางระจัน” รศ.ธงทอง กล่าว และว่า ความเป็นคนไทยแท้จริงไม่ได้อยู่ที่สายโลหิต คนรุ่นลูกรุ่นหลานต้องเรียนรู้ สร้างสิ่งเรียนรู้ที่เป็นสมัยใหม่ สิ่งที่เป็นรากเหง้าของบ้านเรา วิถีชีวิตที่สามารถทำให้กลมกลืนกับการศึกษาได้ ให้รู้สึกเป็นของใกล้ตัว ไม่ห่างจากความเป็นตัวตน เกิดความภาคภูมิใจในตัวตนของเขา และพร้อมรับเอาสิ่งใหม่ๆ
นำเรื่องของเมืองไทยที่ไม่ดีออกไป จนเด็กเข้าใจกำเนิดของชาติไทยผิด เสนอสร้างดุลยภาพท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง โดยไม่ลืมรากเหง้า ไม่ทอดทิ้ง ละเลย สิ่งที่มีมาแต่ดั้งเดิม
เมื่อเร็วๆนี้ รศ.ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา บรรยายพิเศษ เรื่อง ต้นไม้ไม่ลืมราก (ประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาไทย) ในงาน “สาธิตวิชาการ ครั้งที่ 3” ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมสังคม : Best Practice from LabSchools” ที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร โดยเปรียบเทียบประเทศเป็นต้นไม้ การศึกษา คือ รากแก้ว รากฝอย ต้นไม้ที่จะยั่งยืนได้ จำเป็นที่จะต้องมีรากแก้วและรากฝอย ต้นไม้ที่รากสั้น รากไม่มีคุณภาพจะไม่มีความหมาย เป็นเพียงต้นไม้ล้มลุกและอยู่ได้ไม่นาน
รศ.ธงทอง กล่าวว่า ในอนาคตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนับว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายที่ต้องไม่เพียงแต่หยุดอยู่กับที่ หรืออยู่กับอดีตที่หอมหวาน แต่สิ่งสำคัญ คือ ต้องให้เกิดสัดส่วนที่พอดีระหว่างของเก่าและของใหม่ ต้องรู้จักรากเหง้าของตนเอง สร้างดุลยภาพในการเปลี่ยนแปลง โดยไม่ทอดทิ้ง ไม่ละเลย สิ่งที่เรามีมาแต่ดั้งเดิม
เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวถึงความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ต้องสอนให้เด็กได้เห็นและเรียนรู้ อาจจะไม่ต้องพูดและอธิบายมาก แต่ผู้ใหญ่ต้องทำให้เห็น เพื่อช่วยรักษาหลักการที่มีอยู่ในชีวิตว่า สิ่งใดควร ไม่ควร ความรู้อย่างนี้ เป็นของที่ต้องถ่ายทอด ต้องบอกเพราะไม่เช่นนั้นจะไม่เหลืออะไรเลยในเมืองไทย เช่น เทศกาลสงกรานต์ การรดน้ำสงกรานต์ผู้ใหญ่ ก็ยังมีธรรมเนียมที่ไม่ถูกต้อง หลายคนนิยมรดน้ำสงกรานต์คนที่มีตำแหน่งใหญ่โต แม้จะอายุน้อย ซึ่งเป็นเรื่องไม่สมควร เพราะการรดน้ำนั้นต้องรดเฉพาะผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเท่านั้น เป็นต้น
สำหรับเรื่องการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ รศ.ธงทอง กล่าวว่า การสอนมากหรือสอนน้อย เป็นเพียงโจทย์หนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าเนื้อหาในการสอน ซึ่งข้ออ่อนด้อยที่ต้องระมัดระวัง คือ การสร้างความรู้สึกว่า ประเทศไทยเป็นชาติที่เหนือกว่าเพื่อนบ้าน หรือการเน้นเพียงการสอนว่า มีการได้การเสียดินแดนอยู่อย่างไรตลอดเวลา
“เราจะจดจำตัวเลข พ.ศ. 2310 ว่าอยุธยาเสียกรุง แต่การที่เราไปตีเวียงจันทน์ ตีนครธมเรากลับจำไม่ได้ เพราะไม่ใส่ไว้ในหลักสูตร ไทยไปเอาของประเทศอื่นมาวันไหน ทำให้เราได้เห็นภาพ วันที่ฟุตบอลไทยชิงกับพม่า คนไทยก็เชียร์กันสุดใจ คิดว่า เขาคือศัตรู และเขมรก็เป็นทาส แต่ถ้าในบริบทของความเป็นอาเซียนในอนาคต หากเรายังสอนพม่าเป็นศัตรู เขมรเป็นทาส ประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไร”
รศ.ธงทอง กล่าวต่อว่า การเรียนการสอนของประเทศไทย ยังคงปลูกจิตสำนึกจากประวัติศาสตร์ขาดตอนที่เป็นประวัติศาสตร์ที่แบ่งท่อนเรื่องของเมืองไทยที่ไม่ดีออกไป ทำให้เด็กเข้าใจการกำเนิดของชาติไทยที่ผิดไป ไม่เข้าใจการปกครองว่า สมัยก่อนมีการกระจายอำนาจการปกครองที่ต่างกัน หรือในอดีตจะมีกษัตริย์เป็นเจ้าแบ่งเป็นแว่นแคว้น
“การทำให้เราเห็นประวัติศาสตร์เต็มรูป ในการหาเหตุผลในอดีต จะเป็นบริบทของการตัดสินใจในเวลานั้นๆ เพราะหากเอาเรื่องราวในอดีต 400 ปีมานั่งโกรธกัน เหตุการณ์ก็จะเหมือนภาคใต้ในวันนี้ที่ทะเลาะเบาะแว้ง สิ่งที่เราต้องเรียนรู้และอยู่กับโลกปัจจุบัน คือ การแสดงให้เห็นรากเหง้า ที่มาที่ไปว่า เรามาจากที่ไหน ในชุมชนเมืองไทย ไม่ได้มีแค่ ดีเอ็นเอ บางระจัน” รศ.ธงทอง กล่าว และว่า ความเป็นคนไทยแท้จริงไม่ได้อยู่ที่สายโลหิต คนรุ่นลูกรุ่นหลานต้องเรียนรู้ สร้างสิ่งเรียนรู้ที่เป็นสมัยใหม่ สิ่งที่เป็นรากเหง้าของบ้านเรา วิถีชีวิตที่สามารถทำให้กลมกลืนกับการศึกษาได้ ให้รู้สึกเป็นของใกล้ตัว ไม่ห่างจากความเป็นตัวตน เกิดความภาคภูมิใจในตัวตนของเขา และพร้อมรับเอาสิ่งใหม่ๆ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น