เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ประธานสถาบันนโยบายศึกษา กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองในเวทีเสวนาวิชาการ “การปฏิรูปการศึกษา 10 ปีแห่งอดีตและ 10 ปีแห่งอนาคต” ณ ห้องประชุมนานาชาติ อาคารประชุมสุข อาชวอำรุง คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า ควรต้องมีจุดคานงัดในการทำให้การศึกษาไทยมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งต้องมุ่งไปที่ครูและบทบาทของครู ขณะเดียวกันต้องทำเรื่องการจัดการความรู้ และการแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้ (Knowledge Management and Sharing) ระหว่างกัน เพราะที่ผ่านมาไม่ค่อยมีการจัดการตรงนี้ และต้องนำบทเรียนของการปฏิรูปการศึกษาครั้งแรกมาใช้
ศ.ดร.ชัยอนันต์ กล่าวว่า บทบาทของครูต้องมีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ เป็นเรื่องสำคัญที่สุดและยาก การพัฒนาครูต้องมุ่งผลิตครูในระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ที่ผลิตครูนั้นต้องคิดให้มากกว่าการผลิตครูที่ต้องเรียนอย่างน้อย 5 ปี หรือผู้อำนวยการสถานศึกษาที่ต้องจบบริหารจัดการศึกษา และนักครุศาสตร์ต้องทบทวนว่า ตนเองจะต้องผ่านทักษะอะไรบ้างเพื่อมาเป็นนักครุศาสตร์ เช่น ต้องมีทักษะการคิด ดังนั้นการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีแก่ผู้จะมาเป็นครูควรจะมีการฝึกอบรมทักษะคิดแบบวิทยาศาสตร์ ทักษะการใช้สื่อและอุปกรณ์การเรียนรู้ หรืออย่างน้อยครูต้องมีความรู้รอบตัวว่า โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ต้องรู้ว่า ถ้าโลกเปลี่ยนแปลงแล้วจะสอนผู้เรียนได้อย่างไร ฯลฯ ครูในยุคใหม่ต้องมีบทบาท
“การปฏิรูปครูต้องทำในทุกกระบวนการ การปฏิรูปการศึกษาเพื่อคุณภาพของเด็กนักเรียนนั้นจะไม่มีอนาคต ถ้าไม่ทำกับครูก่อน ครูต้องมีคุณภาพ และถ้าอยากสร้างโรงเรียนที่มีคุณภาพก็ต้องมีเงินไปจ้างครูดีๆ เก่งๆมา ซึ่งประเทศไทยจะไม่มีวันเจริญตราบใดที่เงินเดือนครูยังต่ำขนาดนี้”
สำหรับหลักสูตรการสอนนั้น ประธานสถาบันนโยบายศึกษา กล่าวว่า ควรมีสัดส่วนการเรียนรู้ของผู้เรียนระหว่างความรู้เนื้อหาวิชาการกับทักษะการทำกิจกรรมการเรียนรู้ที่ชัดเจน ควรให้ผู้เรียนมีการทำกิจกรรม 30% แล้วเรียนรู้สาระวิชาอีก 70% เพื่อให้ผู้เรียนรู้จักตั้งคำถาม สืบค้นข้อมูล และเพิ่มทักษะการเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์ด้วยตนเอง ซึ่งต้องเน้นการเรียนรู้แบบปฏิบัติ ทำให้แต่ละวันผู้เรียนได้ใช้ทักษะในการเรียนรู้ เพราะถ้าไม่รู้ในเรื่องทักษะแล้วผู้เรียนก็ไม่สามารถเรียนรู้เนื้อหาสาระได้ โดยเฉพาะการเลือก หรือแยกแยะข้อมูลที่ความจำเป็นต่อความรู้ในเรื่องนั้นๆ ต้องสร้างทักษะด้านการใช้ภาษา การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะการเรียนรู้ การสื่อสารระหว่างบุคคล เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาเด็กไทยสื่อสารและทำอะไรร่วมกับผู้อื่นในลักษณะแบบกลุ่มน้อยมาก และการแนะแนวการศึกษาก็ต้องทำในลักษณะแนะแนวอาชีพให้มากกว่าแค่การแนะนำเพียงเรื่องความประพฤตินักเรียน
“เรื่องการบริหารการศึกษาระวังอย่าตกไปเป็นกับดักของการปฏิรูปการศึกษาด้วยการเปลี่ยนโครงสร้างทางการศึกษาอีก หากจะทำเรื่องนี้ก็มีเรื่องเดียว คือ เรื่องการโอนถ่ายการศึกษา การกระจายอำนาจทางการศึกษา ในท้ายที่สุดในระยะยาวคงจะหนีไม่พ้นที่จะต้องให้การจัดการคุณภาพการศึกษาไปอยู่กับท้องถิ่น เพราะประชาชนเป็นหน่วยที่ใกล้ชิดที่สุด ถ้าเราสามารถกระตุ้นให้ประชาชนรู้ถึงความสำคัญของการศึกษา และรู้ถึงว่าการศึกษาสามารถทำได้ดีโดยท้องถิ่น ท้องถิ่นสามารถทำโรงเรียนให้ดีได้ เราต้องไม่ใช่แค่ให้ท้องถิ่นเป็นเพียงคณะกรรมการโรงเรียนเท่านั้น ต้องให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการโรงเรียนด้วย” ศ.ดร.ชัยอนันต์ กล่าว
ดร.ไพฑูรย์ กล่าวอีกว่า การคัดสรรคนที่เก่งมาเป็นครูนั้นเมื่อได้มาแล้วต้องการให้ครูทำอะไรบ้าง ต้องมีการตั้งเป้าอบรมครูเพื่อพัฒนาเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการสอนให้มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่อบรมแค่เนื้อหาวิชาการ ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์การสอน บทบาทหน้าที่ของครูอย่างจริงจัง อาจต้องเปลี่ยนปรัชญาการผลิตครูใหม่ด้วย ส่วนผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษาต้องกระตือรือร้นมีส่วนผลักดันการเปลี่ยนแปลงการศึกษา ภาคอุดมศึกษาต้องพลิกโฉมวิธีการคิดจากที่เป็นอยู่ ต้องมีจิตวิญญาณความเป็นมหาวิทยาลัย
"การปฏิรูปการศึกษาต้องเชื่อมโยงความร่วมมือทุกระดับและทุกภาคส่วน ไม่ใช่ต่างคนต่างคิดและทำ ต้องปรับปรุงเกณฑ์วิทยฐานะครู รับเปลี่ยนระบบการสอบแบบแอดมิชชั่น เพราะระบบนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาเดิมของการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัย และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) ต้องเข้ามามีบทบาทต้องมองว่าสุดท้ายการศึกษาที่มีคุณภาพต้องเป็นอย่างไรนำมาเป็นตัวกำหนดเพื่อแจงเป็นแนวปฏิบัติที่ไม่ซับซ้อนและยุ่งยากจนเกินไป"รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มธบ. กล่าว และว่า การปฏิรูปการศึกษาต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม การเปลี่ยนแปลงประเทศ และการเปลี่ยนแปลงคนในอนาคตให้ได้ อุดมศึกษาไทยส่วนใหญ่ยังเป็นแบบเดิมบริโภคนิยม มุ่งการเป็นอาชีพชั้นสูงอยู่ทั้งสิ้น จิตวิญญาณของอุดมที่จะสร้างคนเพื่อการเปลี่ยนแปลง สร้างคนเพื่อพัฒนาเป็นผู้นำต่อไปในอนาคต เหล่านี้เกือบไม่มีการพูดคุยในการอุดมศึกษาเลย วิญญาณของมหาวิทยาลัยปัจจุบันไม่ค่อยมีใครพูดถึงต่อไปแล้ว มหาวิทยาลัยไม่ได้มีหน้าที่แค่ผลิตคน แต่ต้องสร้างสติปัญญา สร้างความเป็นมนุษย์ และต้องสร้างสังคมให้แก่โลกและประเทศ ดังนั้นถ้าจะปฏิรูปรอบ2ถ้าไม่คิดให้ต่างจากเดิมก็จะไม่มีวันประสบความสำเร็จ
ส่วนดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ กรรมการพัฒนาระบบการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา (สมศ.) กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษาใน 10 ปีที่แล้วนั้นเป็นเพียงการยกเครื่องการศึกษา ครั้งนี้ไม่ควรจะทำเรื่องนั้นอีก รอบนี้คิดว่าไม่ควรทำหลายเรื่อง ควรทำน้อยเรื่องแต่ให้ได้ผลที่มาก มุ่งเน้นไปที่งานวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการศึกษา มุ่งที่ครูผู้สอน ผู้บริหาร และผู้เรียน และมาตรฐานคุณภาพการศึกษาต้องมุ่งที่การสร้างการเรียนรู้ การปฏิรูปการศึกษารอบนี้ต้องปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพการศึกษาให้ได้ จากนั้นค่อยเชื่อมโยงมาสู่การจัดการหลักสูตร และเรื่องของซีวิคเอ็ดดูเคชั่น (Civic Education) และควรต้องมีการติดตามตรวจสอบการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษาด้วย
“การศึกษาต้องนำเรื่องครูคนที่ 1 ก็คือพ่อและแม่เข้ามาในการสอนด้วย เพราะเราพลาดพลั้งที่ไม่นำเอาครูคนแรกของเด็กมาเข้ากระบวนการ ส่วนครูคนที่ 2 ต้องเป็นครูคนใหม่ๆ ที่ควรมาจากระบบการผลิตครูแบบปิด ไม่ควรผลิตครูในระบบเปิดเพราะครูต้องเป็นวิชาชีพชั้นสูง การคัดสรรที่ผ่านมา เราพลาดพลั้ง เราต้องฟื้นความเป็นวิชาชีพชั้นสูงว่าคืออะไร ซึ่งคิดว่าต้องผลิตครูพันธุ์ใหม่ ส่งเสริมการวิจัยเพื่อพัฒนาการศึกษา และต้องมีการพัฒนาครูประจำการด้วย” ดร.สมหวัง กล่าว